Sunday, July 22, 2012

ประโยชน์ว่านหางจระเข้


• บรรเทาอาการท้องผูก
• สมานแผลในกระเพาะอาหาร
• ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ น และช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง


 ความเป็นมา

    ดูเผินๆอาจเข้าใจว่าต้นอโลเวร่าเป็นพืชประเภทเดียวกับต้นกระบองเพชร แต่ที่ถูกต้องต้นพืชนี้จัดอยู่ในตระกูลลิลลี่ ( Lily ) มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียลและตอนใต้ของ อัฟริกา แยกเป็นพันธ์ต่างๆถึง  300 ชนิด มีทั้งที่ขนาดใหญ่มากและเล็กมาก บางพันธ์สูงเพียงสิบเซนติเมตร ลักษณะของต้นอโลเวร่าคือ มีใบปลายแหลม รอบใบหยัก และมีหนาม เนื้อในมีน้ำคล้ายวุ้น เป็นเมือกเหนียวซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์ คำว่า อโล (ALOE) เป็นภาษากรีกโบราณ ซึ่งแผลงลงมาจากคำว่า  ALLAL แปลว่า รสฝาดหรือขมในภาษายิว เดิมที่ต้นอโลเวร่าเป็นพืชในเขตร้อน ต่อมาถูกนำไปแพร่พันธ์ทั้งในยุโรปและเอเชีย ชาวจีนโบราณใช้อโลเวร่าเป็นส่วนสำคัญในการปรุงยาสมุนไพรจีนมานานหลายพันปี ส่วนชาวรัสเซียเรียกพืชชนิดนี้ว่า ยาอายุวัฒนะ (The Elixir of Longevity) และ ในตำรายาของกรีกราวต้นคริสต์ศตวรรษบันทึกไว้ว่า ชาวกรีกได้นำอโลเวร่ามาใช้รักษาโรคนอนไม่หลับ ผมร่วง โรคในช่องปาก โรคไต  ผิวหนังพอง ผิวถูกแดดเผา ผิวด่างดำ บำรุงผิวและระงับอาการปวด  ประวัติศาสตร์บางตอนจารึกว่า อริสโตเติ้ลได้กราบทูลพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชให้นำทัพไปยึดเกาะโซโครโต ซึ่งอยู่ชายฝั่งตะวันออกของอัฟริกา เพื่อนำต้นอโลเวร่ามารักษาบาดแผล ให้กับทหารที่เกิดจากการสู้รบ นอกจากนี้ในคัมภร์ไบเบิ้ล (จอห์น 19:39 )  มีจารึกไว้ว่าน้ำชโลมพระศพพระเยซูมีส่วนผสมของอโลเวร่าอยู่ด้วย



ประโยชน์จากว่านหางจระเข้ ALOE VERA

สรรพคุณที่ได้รับการยอมรับแล้วจากการวิจัยจากสถาบันต่างๆ
* ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
* ช่วยต่อต้านและยับยั้งการขยายตัวของเซลมะเร็ง และ เชื้อไวรัส
* ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรค
* ช่วยการหล่อลื่นของกระดูกข้อต่อและช่วยเคลือบผนังลำไส้ใหญ่
* ช่วยเสริมระบบการย่อยอาหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น( Metabolism) จึงมีการนำไปผสม ในเครื่องดื่ม หรือ อาหารบำรุงร่างกาย หลายตำรับ
 
* ช่วยกระตุ้นการก่อเกิดเซลใหม ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงมีการนำไปใช้ในการซ่อมแซม หรือส่วนที่สึกหรอภายในร่างกายด้วยการรับประทาน   และ  รักษาแผลจากน้ำร้อนลวก , ไฟไหม้ หรือ แผลจากโรคทางผิวหนัง เช่นโรคสะเก็ดเงิน และมีการนำไปใช้รักษาแผลของผู้ป่วยจากการฉายรังสีเอ็กซเรย์ ซึ่งได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการทาภายนอก

* ช่วยให้การเกิดสภาวะการหลับลึก เป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง อันเนื่องมาจากการกระบวนการ ปรับสภาพการทำงาน ของระบบต่างๆ ในร่างกาย ให้เข้าสู่ภาวะที่สมดุล   ด้วยปฏิกิริยาทางเคมีจากธรรมชาติในว่านหางจระเข้

* ช่วยเสริมในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีได้เป็นอย่างดี   อันเนื่องมาจากขบวนการ เมตาบอริซึ่ม มีการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งยังช่วยลดและยับยั้งการการเกิดบาดแผลเรื้อรัง รักษายากจนนำไปสู่การตัดอวัยวะ เช่น ขา
  
*  มีการพบว่าว่านหางจระเข้ช่วยทำให้เส้นโลหิตในสมองมีความแข็งแรง และยืดหยุ่นได้ดี จึงมีส่วน ช่วยให้สามารถป้องกัน เส้นโลหิตในสมอง แตกได้


* ช่วยบำรุงผิวพรรณและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง พบว่าว่านหางจระเข้ ช่วยกระตุ้น Fibroblast ในการหลั่งสาร คอลลาเจน และ อีลาสติน ในการสร้างเซลเนื้อเยื่อใหม่และให้ความชุ่มชื้นยืดหยุ่นแก่เซลผิวหนังได้อย่างดี จึงมีการนำไปเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางราคาแพงหลายยี่ห้อ

* จากสรรพคุณอันมากมายในว่านหางจระเข้ จึงมีการนำเอามาวิจัยและพัฒนาสู่การรับใช้วิถีชีวิตของมนุษย์เราอย่างกว้างขวางในหลายวงการ เช่น การบริโภคเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ   ใช้ในวงการเครื่องสำอาง   ในวงการแพทย์   และยังมีการวิจัยเพื่อนำมาใช้ในวงการทหารอีกด้วย

* ปัจจุบันว่านหางจระเข้ นับวันยิ่งได้รับการยอมรับจากในหลายประเทศทั่วโลก   เช่น ญี่ปุ่น  เกาหลี  ไต้หวัน  จีน  อเมริกา  อังกฤษ  และประเทศ ในแถบยุโรป  เนื่องจากการยอมรับในความปลอดภัย และคุณค่าอันแท้จริง ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งได้รับ มาจาก ธรรมชาติ   



อาการโรคที่ว่านหางจระเข้ใช้รักษาได้


1. โรคกระเพาะอาหาร  ใช้เป็นยาบำรุงกระเพาะอาหารได้ดี ช่วยปรับการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้
2.โรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กตอนต้น ช่วยในการสมานแผล ใช้รักษาแผลในอวัยวะย่อยอาหาร
3. ท้องผูก ยางสีเหลืองที่ผิวใบมีสารอโลอิน กับสารอโลอีนิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
4. ความดันโลหิตสูง ช่วยให้หลอดเลือดอ่อนนุ่ม และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
5. ความดันโลหิตต่ำ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้กระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายดำเนินไปด้วยดี
6. ไข้หวัด ระงับการขยายตัว และทำลายเชื้อไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุของไข้หวัด
7. หอบหืด ช่วยขจัดต้นเหตุของการแพ้ (ต้องใช้ต่อเนื่องเป็นเวลา1-2 เดือน จึงจะเห็นผล)
8. เบาหวาน ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหาร ใช้เป็นยารักษาควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบันจะช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้ผลดีขึ้น
9.โรคตับอักเสบ ช่วยสลายพิษในร่างกายได้ จึงช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของตับได้ดี
10. เมารถ- เมาเรือ ช่วยระงับประสาทขจัดอาการอ่อนเพลีย ช่วยบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ
12. แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใช้ฆ่าเชื้อ ป้องกันอาการอักเสบและการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ และยังกระตุ้นให้ผิวหนังกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เร็ว
13. ฮ่องกงฟุต ช่วยทำลาย และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค บรรเทาอาการปวดและคันได้
14. ตาปลา ช่วยให้ผิวส่วนที่หยาบกร้านอ่อนนุ่มขึ้น และกำจัดตาปลาได้
15.  ปวดฟันและโรคเหงือก ใช้แก้อักเสบ ป้องกันความเจ็บปวดเฉียบพลัน ลดอาการปวดฟันเนื่องจากฟันผุเป็นการชั่วคราว
16. ช่องปากอักเสบ ว่านหางจระเข้สามารถฆ่าเชื้อโรคประเภท Steptococcus และเชื้อโรคอื่นๆได้ทำให้อาการอักเสบหายเร็วขึ้น


Saturday, July 21, 2012

ประโยชน์เอลเดอร์เบอร์รี่

• เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
• มีฤทธิMต้านเชื้อไวรัส ป้องกันและบรรเทาการติดเชื'อโรคในระบบทางเดินหายใจ
• เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย


เอลเดอร์เบอร์รี่ เป็นผลเบอร์รี่ขนาดเล็กสี่ม่วงเข้ม มีลักษณะเป็นพวง มีถิ่นกำเนิดในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชีย แต่เดิมถูกใช้เพื่อในการทำอาหารและไวน์
ผลไม้นี้ประกอบด้วย สารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่แตกต่างกัน 60 ชนิด เนื่องจากการมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูง ทำให้มีผลในการรักษาสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจได้อย่างดี และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน  และมีสารอาหารที่จำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยมีวิตามินซี กรดผลไม้และน้ำมันที่มีประโยชน์ และแอนโธไซยานิน  นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า เฟวานอยด์และเคอร์เซติน เป็นสารอันทรงคุณค่าที่มีอยู่ในเอลเดอร์เบอร์รี่

ประวัติความเป็นมา
เอลเดอร์เบอร์รี่เป็นพืชในตระกูลคาพริโฟเลียซี  (Caprifoliaceae) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sambucus nigra ซึ่งเป็นพืชที่มีความสูงประมาณ 35 ฟุต ดอกมีสีเหลือง-ขาว ส่วนผลมีสีม่วง-ดำ ปลูกมากทางยุโรปและอเมริกาเหนือ ส่วนของผลนำมาใช้ประโยชน์ในทางยาได้  ถูกนำมาใช้เป็นอาหารหลายอย่าง เช่น พาย ไวน์ และน้ำผลไม้ เป็นต้น  อีกทั้งอัลเดอร์เบอร์รี่เคยถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นยาในการรักษาโรคต่างๆ เช่น ใช้เป็นยาขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ สมานแผล ยาระบาย และแก้อาเจียน เป็นต้น




สารสำคัญที่พบในอัลเดอร์เบอรร์รี่

    Flavonoids โดยเฉพาะ แอนโธไซยานิน (Anthocyanins) มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่ดีเลิศ (Powerful antioxidant)


ประโยชน์ของอัลเดอร์เบอรร์รี่

    เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จึงช่วยลดความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
    มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส (Antiviral) ช่วยป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด (Common cold) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) รวมทั้งการติดเชื้อโรคเริมที่ริมฝีปาก (Herpes simplex virus type 1)
    กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยเพิ่มการสร้างสาร Cytokine ซึ่งมีผลกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว  

อัลเดอร์เบอรร์รี่มีส่วนช่วย

    ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส เช่น เป็นไข้หวัด ไอ หลอดลมอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ และโรคเริม
    ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ไขมันในเส้นเลือด เบาหวาน มะเร็ง ฯลฯ

    ยังไม่มีรายงานปฏิกิริยาระหว่างอัลเดอร์เบอร์รี่กับยาหรือพืชสมุนไพรอื่นๆ


    ยังไม่มีรายงานความเป็นพิษจากการใช้อัลเดอร์เบอร์รี่เกินขนาด แต่อย่างไรก็ตามพบว่า การรับประทานผลอัลเดอร์เบอร์รี่ที่ไม่ผ่านความร้อน (uncook berries) อาจทำให้เกิดคลื่นไส้อาเจียนได้  รวมทั้งหลีกเลี่ยงส่วนของลำต้นเนื่องจากมีสาร Cyanide ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย

ประโยชน์ราสเบอร์รี่ แรสเบอร์รี่



• ช่วยทำให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น
• ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และสมานผิว
• มีธาตุโพรแทสเซี่ยม และเส้นใยอาหารสูง
• มีวิตามินเค หรือไบโอฟลาโวนอยด์ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด

 ความเป็นมาของราสเบอร์รี่

แรสเบอร์รี หรือ ราสเบอร์รี (raspberry) เป็นชื่อเรียกผลไม้หลายชนิดในสกุล Rubus (สกุลเดียวกับแบล็กเบอร์รี) ส่วนใหญ่อยู่ในสกุลย่อย Idaeobatus มีต้นกำเนิดมาจากแถบยุโรป ผลแรสเบอร์รีสามารถรับประทานได้ซึ่งมีทั้งรสหวานและเปรี้ยว ผลมีสีแดงขนาดเล็กและยังเป็นผลไม้ทางการค้าที่สำคัญ สามารถเจริญเติบโตได้อย่างกว้างขวางทุกสภาพภูมิอากาศทั่วโลกแต่นิยมปลูกกัน ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเช่นยุโรปและอเมริกา ลำต้นและตัวต้นก็มีความแข็งแรงมากสามารถขยายพันธุ์ไปได้เรื่อยๆไม่มีขีด จำกัด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มันสามารถงอกลำต้นใหม่จากลำต้นเดิมได้และรากของมันจะ เจาะลึกลงไปในดิน ส่วนใบก็สามารถนำไปทำยาได้ การเก็บเกี่ยวนิยมเก็บเกี่ยวในช่วงที่ผลสุกงอมโดยให้ดูจากผลจะมีสีเข้มสด (สีแดง, ม่วง, ดำ) ในช่วงนี้ผลจะมีความหวานมากจึงเหมาะสำหรับนำไปรับประทานหรือนำไปทำแยมผลไม้ และเหมาะที่จะนำไปทำอาหารอย่างอื่นทั้งของคาวและของหวาน

สำหรับในประเทศไทย
      ในภาษาท้องถิ่นของไทยเรียกว่า หนามไข่ปู ในประเทศไทยพบกระจายพันธุ์บนพื้นที่ภูเขาสูง อาทิ ดอยภูคา จังหวัดน่าน, ดอยอินทนนท์ ดอยผ้าห่มปก ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, ภูกระดึง จังหวัดเลย
ราสเบอร์รี่นั้นถือว่าเป็นสุดยอดผลไม้ที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะ สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเป็นโรคต่างๆเช่น โรคมะเร็งบางชนิด
อัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อม


 
     ประโยชน์ของราสเบอร์รี่
     - มีสารต้านอนุมูลอิสระ สูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
     - มีสรรพคุณบรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และมีคุณค่าทางผิวมากเลยทีเดียว
     - มีธาตุ โพรแทศเซียม และเส้นใยอาหารสูง มีวิตามินเคหรือ ไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด และยังมีแมงกานีส ที่ช่วยในการทำงานของปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย
     - ช่วยทำให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารสีแดงในราสเบอร์รี่มีคุณสมบัติช่วยในการหมุนเวียนโลหิต อุดมไปด้วย วิตามิน เอ และบี
ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสและสมานผิว


      

ประโยชน์สตรอว์เบอร์รี่


• ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย
• เป็นผลไม้ที มีวิตามินเอ ฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินซีสูง
• ช่วยชะลอความชราและการเกิดริ'วรอยก่อนวัยอันควร



1.ดูแลสายตา

          ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้น ดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอวเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

2.ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์

          เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลว บริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไป เพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

3.กำราบโรคมะเร็ง

          กินสตรอวเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็ง และเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่มีอยู่มากมายในสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

4.ส่งเสริมการทำงานของสมอง

          ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืม เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอวเบอร์รี่ช่วยได้ เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท แถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีก ด้วย

5.ลดความดันโลหิต

          หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอวเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ

6.ปราบโรคหัวใจ

          ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอวเบอร์รี่ จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย



วิตามินที่เราได้รับเมื่อกินสตอวเบอร์รี่

โว้ว โว้ว โว้ว~ สตรอเบอรี่น่ากินใช่มั๊ยล่ะ แล้วอยากรู้มั๊ยล่ะว่าเมื่อเราทานสตรอเบอรี่เข้าไปแล้ว เราได้รับวิตามินอะไรมั่ง?

1.วิตามิน C วิตามินซีสามารถพบได้ในผลไม้ทุกชนิด แต่วิตามินซีเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเรายังไงล่ะ?
- ช่วยเสริมสุขภาพของเหงือกและฟัน ทำให้เหงือกยึดรากฟันได้แน่น
- บำรุงผิวพรรณให้สดใสนุ่มนวล ชะลอความเ่ยวย่น จุดด่างดำบนผิวหนัง และยังช่วยรักษาแผลให้หายเร็วด้วยนะ
- เสริมสร้างภูมิต้านทานและช่วยบรรเทาอาการหวัด
- ป้องกันปัญหาไขมันในเส้นเลือดและระบบหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันด้วย
- ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย วิตามินซีจะถูกนำมาต่อต้านอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นจากสารพิษในควันบุหรี่และแอลกอฮอร์

 2.วิตามิน B5 วิตามินบีห้าสามารถพบใน ถั่วลิสง งา อะโวกาโด แอปเปิ้ล และแอพริคอตแห้ง วิตามินบีห้ามีประโยชน์อะไรล่ะ?
- เร้งแผลให้หายเร็ว และบรรเทาอาการข้ออักเสบ
- ลดอาการนอนไม่หลับ (ในกรณีที่เป็นโรคนี้อย่าทานยาปฏิชีวนะคะ เนื่องจากจะทำให้ระบบประสาทไม่ดี
แนะนำว่าให้ทานผัก ผลไม้ที่มีวิตามินบีห้าเป็นประจำจะช่วยให้หายจากอาการนอนไม่หลับค่ะ)
- ลดอาการเหนื่อยล้า

นอกจากนี้สตรอเบอรี่ยังอุดมด้วยธาตุเหล็ก มีคุณประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจ ลูกสีแดงสดอุดมด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพคติน ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลได้ระดับหนึ่ง นอกจากนั้นยังช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก มีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน ยาขับปัสสาวะและสามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามีนได้

ประโยชน์แครนเบอรี่



• แครนเบอร์รี่มีสารแทนนิน ที่ช่วยหยุดการเกาะตัวของแบคทีเรียอีโคไล ที่บริเวณผนังทางเดินปัสสาวะ
• เสริมสร้างภูมิต้านทานและช่วยให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า
• ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น
• มีสารโปรแอนไธไซยานิดีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มสีม่วงที่ดีกับสุขภาพเส้นเลือดอีกด้วย และป้องกันโรคเหงือกและแผลในช่องท้อง

          หลายคนเห็นเจ้าผลไม้สีแดงลูกเล็ก ๆ นี้แล้วไม่รู้จักว่า มันคือ "แครนเบอร์รี่" ที่มีสรรพคุณทางยาหลายประการที่ดีต่อสุขภาพเอามาก ๆ จึงไม่แปลกที่ช่วงนี้ เราจะได้ยินชื่อของ "แครนเบอร์รี่" ถูกผสมลงไปในอาหารเพื่อสุขภาพหลาย ๆ ชนิด ที่โฆษณาให้เราเห็นกันอยู่บ่อย ๆ นั่นเอง

          ว่าแต่...แครนเบอร์รี่มีประโยชน์อย่างไรต่อสุขภาพ ถ้าอยากรู้แล้วล่ะก็ ตามมารู้จักเจ้าผลไม้สีแดงลูกเล็ก ๆ น่าชิมลูกนี้กันดีกว่าจ้า

          แครนเบอร์รี่ (Cranberries) เป็นหนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีผลเล็ก ๆ สีแดงสด รสชาติหวานอมเปรี้ยว มักจะปลูกในแถบประเทศอเมริกา และแคนาดา แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ทานเจ้าผลไม้นี้แบบสด ๆ กันสักเท่าไหร่ มักจะได้ทานแครนเบอร์รี่ในรูปแบบที่ผสมมากับอาหารชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำผลไม้ ซอส แยม โยเกิร์ต รวมทั้งแครนเบอร์รี่อบแห้ง



สรรพคุณแครนเบอร์รี่


          ส่วนใครที่เห็น ว่า แครนเบอร์รี่ ลูกเล็ก ๆ นี้ ไม่น่าจะมีฤทธิ์อะไรต่อสุขภาพมากนัก ขอบอกว่า คิดผิดถนัดค่ะ เพราะเจ้าลูกเล็ก ๆ นี้แหละที่มีสารอาหารมากมาย โดย แครนเบอร์รี่สด ๆ 100 กรัม จะให้สารอาหารดังนี้

          พลังงาน 46 กิโลแคลอรี
          ไฟเบอร์ 4.6 กรัม
          น้ำตาล 4.04 กรัม
          แคลเซียม 8 มิลลิกรัม
          แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
          แมงกานีส 0.15 มิลลิกรัม
          ฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม
          โพแทสเซียม 85 มิลลิกรัม
          โซเดียม 2 มิลลิกรัม
          วิตามินซี 13.3 มิลลิกรัม
          วิตามินเอ 60 IU
          วิตามินเค 5.1 ไมโครกรัม
          แคโรทีน 36 ไมโครกรัม
          ลูทีน และซีแซนทีน 91 ไมโครกรัม


แครนเบอร์รี่

สรรพคุณแครนเบอร์รี่

แครนเบอร์รี่อบแห้ง


          สารอาหารมากมายขนาดนี้แล้ว ประโยชน์ของเครนเบอร์รี่ล่ะ มีอะไรบ้าง

แก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

          แครนเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรีย จึงมีสรรพคุณต่อกรกับโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากในแครนเบอร์รี่มีสารหลายชนิด โดยเฉพาะสารแทนนิน ที่ช่วยหยุดการเกาะตัวของแบคทีเรียอี โคไล ที่บริเวณผนังทางเดินปัสสาวะ คนที่เป็นโรคนี้ให้ดื่มน้ำแครนเบอร์รี่เข้มข้น ไม่มีน้ำตาลแก้วละ 250 มิลลิลิตรทุกวัน วันละ 3 แก้ว ถ้าจิบวันละ 1 แก้วจะช่วยป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นโรคนี้ได้อีก หรือรับประทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดจากแครนเบอร์รี่วันละ 800 มิลลิกรัมก็จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยขจัดกลิ่นในปัสสาวะได้ด้วย

ช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากอากาศหนาว

          แครนเบอร์รี่มีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่มากับอากาศหนาวได้ และยังเหมาะที่จะนำไปทำเครื่องดื่มประเภทสมูธตี้ผลไม้ นำส้มคั้นลูกขนาดกลางหนึ่งลูก เกรปฟรุตครึ่งลูกคั้นเอาแต่น้ำใส่ในเครื่องปั่น เติมแครนเบอร์รี่ 2 กำมือและกล้วย 1 ผลลงไป ปั่นให้เข้ากัน ดื่มเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน และช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนอยู่ในฤดูร้อนที่แสนสดใส

ผิวพรรณและริมฝีปากเนียนนุ่มชุ่มชื่น

          แครนเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซี และแอนตี้ออกซิเดนท์จำนวนมากที่ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น จึงเหมาะที่จะนำไปทำเป็นลิปมัน เพื่อป้องกันริมฝีปากแห้งแตกในช่วงหน้าหนาว โดยนำแครนเบอร์รี่ 10 ผลผสมกับน้ำมันสวีทอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมันวิตามินอี 1 หยด ไปต้มจนเดือด นำส่วนผสมที่ได้ไปบดให้ละเอียดผ่านกระชอน เสร็จแล้วทิ้งไว้ให้เย็น นำมาทาเวลาปากแห้ง

          นอก จากนี้ ยังมีงานวิจัยพบว่า ในแครนเบอร์รี่มีสารโปรแอนโธไซยานิดีน (Proanthocyanidine) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสีกลุ่มสีม่วงที่ดีกับสุขภาพเส้นเลือดอีกด้วย แถมยังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้อีกต่างหาก

          เห็นประโยชน์ดี ๆ ของผลไม้จิ๋วลูกนี้แล้ว คงต้องรีบไปหาแครนเบอร์รี่มาลิ้มชิมรสกันแล้วล่ะ ^^


ที่มา : http://health.kapook.com/view6151.html